สินเชื่อรถ

เงินเดือนเท่านี้ ซื้อรถราคาเท่าไหร่ดี? (พร้อมตารางประเมินค่างวดรถ)

ทีมงาน MoneyTool 4u
อัปเดตเมื่อ: 2026-07-17

คู่มือประเมินราคารถยนต์ที่เหมาะสมกับฐานเงินเดือน สูตรคำนวณค่างวดผ่อนรถที่ไม่ทำให้การเงินตึงเครียด พร้อมเจาะลึกค่าใช้จ่ายแฝงของการมีรถที่มักถูกมองข้าม

สรุปราคารถยนต์ที่เหมาะสมตามเงินเดือน (สรุปฉบับย่อ)

ตามหลักการเงินส่วนบุคคล ค่างวดรถไม่ควรเกิน 15% - 20% ของรายได้ต่อเดือน หากอิงตามเกณฑ์นี้ เงินเดือน 20,000 บาท เหมาะกับรถราคาไม่เกิน 350,000 บาท (อีโคคาร์มือสอง), เงินเดือน 30,000 บาท เหมาะกับรถราคาไม่เกิน 500,000 บาท (อีโคคาร์ป้ายแดง) และเงินเดือน 50,000 บาท เหมาะกับรถราคาไม่เกิน 800,000 บาท (B-SUV หรือ C-Segment) โดยคำนวณที่ระยะเวลาผ่อน 5 ปี

ผ่อนรถเดือนละเท่าไหร่ ถึงจะไม่เกินตัว?

สถาบันการเงินส่วนใหญ่มักอนุมัติสินเชื่อรถยนต์โดยดูจาก ภาระหนี้ต่อรายได้รวม (DSR) ซึ่งไม่ควรเกิน 50% ของเงินเดือน แต่ในมุมของการวางแผนการเงินส่วนบุคคลที่ปลอดภัย ค่างวดรถเพียงอย่างเดียว ไม่ควรเกิน 20% ของรายได้ต่อเดือน

สาเหตุที่ไม่ควรผ่อนรถเกิน 20% เพราะรถยนต์เป็นสินทรัพย์เสื่อมราคา (Depreciating Asset) ยิ่งถือครองมูลค่ายิ่งลดลง และยังมี "ค่าบำรุงรักษา" ที่ต้องจ่ายเพิ่มแยกต่างหากจากค่างวดอีกเป็นจำนวนมาก

ตารางประเมินราคารถตามเรทเงินเดือน

ตารางด้านล่างประเมินจากการตั้งเป้าค่างวดรถไว้ที่ 20% ของรายได้ และผ่อนชำระระยะเวลา 5 ปี (60 งวด) โดยสมมติว่าวางเงินดาวน์มาตรฐาน 20%

เงินเดือนสุทธิ (บาท) ค่างวดที่เหมาะสม 20% (บาท/เดือน) ราคารถที่แนะนำโดยประมาณ ตัวอย่างกลุ่มรถยนต์
20,000 4,000 300,000 - 350,000 บาท อีโคคาร์มือสอง, รถเก๋งอายุ 5-7 ปี
30,000 6,000 450,000 - 500,000 บาท อีโคคาร์ป้ายแดง, B-Segment มือสอง
40,000 8,000 600,000 - 650,000 บาท B-Segment รุ่นท็อป, B-SUV รุ่นเริ่มต้น
50,000 10,000 750,000 - 800,000 บาท C-Segment, B-SUV รุ่นท็อป, รถกระบะ 4 ประตู
70,000 14,000 1,000,000 - 1,100,000 บาท C-SUV, PPV (รถอเนกประสงค์), EV รุ่นยอดนิยม
100,000 20,000 1,500,000 - 1,700,000 บาท D-Segment, PPV รุ่นท็อป, รถยุโรป Entry Level
ข้อควรระวังเรื่องการดาวน์น้อยผ่อนนาน: การเลือกวางเงินดาวน์ต่ำ (0% - 5%) หรือขยายเวลาผ่อนยาวถึง 7-8 ปี (84-96 งวด) แม้จะทำให้ค่างวดรายเดือนลดลงจนดูเหมือน "ผ่อนไหว" แต่คุณจะต้องเสียดอกเบี้ยรวม (Flat Rate) สูงมาก และมีโอกาสสูงที่มูลค่ารถตอนขายต่อจะต่ำกว่ายอดหนี้คงเหลือ (สภาวะรถจมน้ำ)

ปัจจัยที่ทำให้ไฟแนนซ์อนุมัติสินเชื่อรถยนต์ยากขึ้น

  • ไม่มีประวัติเครดิต (Credit Blank): หากคุณไม่เคยมีบัตรเครดิตหรือสินเชื่อใดๆ เลย ไฟแนนซ์จะตรวจสอบวินัยทางการเงินไม่ได้ อาจต้องใช้เงินดาวน์สูงขึ้นหรือต้องมีผู้ค้ำประกัน
  • หนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อบุคคลสูง: หากภาระผ่อนต่อเดือนของคุณสูงเกิน 40% ของรายได้ไปแล้ว ไฟแนนซ์มีโอกาสปฏิเสธการให้กู้สูงมาก แม้เงินเดือนจะดูเยอะก็ตาม
  • อาชีพอิสระหรือรับเงินสด: การไม่มีสลิปเงินเดือนหรือรายการเดินบัญชี (Statement) ที่สม่ำเสมอ ทำให้สถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงได้ยาก จำเป็นต้องเตรียมเอกสารแสดงรายได้ให้รัดกุมที่สุด

ค่าใช้จ่ายแฝงของการมีรถ 1 คัน ที่ต้องจ่ายทุกปี

ค่างวดรถเป็นเพียง "ยอดภูเขาน้ำแข็ง" เพราะเมื่อคุณครอบครองรถยนต์ จะมีค่าใช้จ่ายคงที่และตัวแปรตามมาทันที ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วจะตกอยู่ที่ประมาณ 3,000 - 5,000 บาทต่อเดือน (นอกเหนือจากค่างวด)

  1. ค่าน้ำมัน หรือ ค่าชาร์จไฟฟ้า: ขึ้นอยู่กับระยะทางที่ใช้งาน หากขับไปทำงานทุกวัน อาจมีค่าใช้จ่ายส่วนนี้ 2,000 - 4,000 บาท/เดือน
  2. ค่าประกันภัยรถยนต์ชั้น 1: ประมาณ 15,000 - 25,000 บาทต่อปี (เฉลี่ยเดือนละ 1,200 - 2,000 บาท)
  3. ภาษีรถยนต์และ พ.ร.บ.: ขึ้นอยู่กับขนาดความจุกระบอกสูบ (cc) โดยเฉลี่ยประมาณ 1,500 - 3,000 บาทต่อปี
  4. ค่าบำรุงรักษา (Maintenance): การเช็คระยะตามกำหนด เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง สลับยาง เปลี่ยนแบตเตอรี่ เตรียมงบไว้ประมาณ 5,000 - 10,000 บาทต่อปี
  5. ค่าใช้จ่ายอื่นๆ: เช่น ค่าทางด่วน ค่าที่จอดรถ ค่าล้างรถ

สรุปก่อนตัดสินใจออกรถป้ายแดงหรือรถมือสอง

ก่อนตัดสินใจซื้อรถ ให้ลองใช้วิธี "ซ้อมผ่อนรถ" โดยการโอนเงินเท่ากับค่างวดบวกด้วยค่าใช้จ่ายแฝง (เช่น งวดรถ 8,000 + ค่าน้ำมัน/ประกัน 4,000 = 12,000 บาท) ไปเก็บไว้ในบัญชีเงินฝากแยกต่างหากเป็นเวลา 3-4 เดือน หากพบว่าสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยไม่ต้องดึงเงินเก็บมาใช้ นั่นแปลว่าสถานะการเงินของคุณพร้อมสำหรับการมีรถยนต์แล้วครับ การใช้เครื่องมือ คำนวณสินเชื่อรถยนต์ จะช่วยให้คุณเห็นภาพดอกเบี้ยและค่างวดที่ชัดเจนขึ้น

บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษาเบื้องต้นและเป็นแนวทางทั่วไป กฎเกณฑ์และอัตราต่างๆ อาจเปลี่ยนแปลงตามเวลา ควรตรวจสอบกับสถาบันการเงินหรือผู้เชี่ยวชาญโดยตรงก่อนตัดสินใจ