สินเชื่อ

ดอกเบี้ยคงที่ (Fixed) vs ดอกเบี้ยลอยตัว (Floating) เลือกแบบไหนดีกว่ากัน?

ทีมงาน MoneyTool 4u
อัปเดตเมื่อ: 2026-04-05

เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) และดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) ข้อดี-ข้อเสีย พร้อมคำแนะนำในการเลือกให้เหมาะกับสภาวะเศรษฐกิจ เพื่อประหยัดเงินในกระเป๋า

ทำความรู้จักดอกเบี้ยคงที่และดอกเบี้ยลอยตัว

เวลาที่เราจะขอสินเชื่อ โดยเฉพาะ "สินเชื่อบ้าน" หรือ "สินเชื่อธุรกิจ" ธนาคารมักจะมีแพ็กเกจให้เลือกหลากหลาย ซึ่งจุดแตกต่างหลักๆ มักจะอยู่ที่ "ประเภทของอัตราดอกเบี้ย" ว่าจะเป็นแบบคงที่หรือแบบลอยตัว การตัดสินใจเลือกผิดอาจทำให้คุณต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้นหลักหมื่นถึงหลักแสนบาทได้

1. ดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate)

คืออัตราดอกเบี้ยที่ถูกกำหนดไว้เป็น ตัวเลขตายตัว ตลอดระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ (มักจะเป็นช่วง 1-3 ปีแรกของการกู้) ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือแย่ ไม่ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะปรับดอกเบี้ยนโยบายอย่างไร ดอกเบี้ยที่คุณต้องจ่ายก็จะเท่าเดิมเสมอ

ตัวอย่าง: ธนาคารเสนอดอกเบี้ยคงที่ 3% เป็นเวลา 3 ปี หมายความว่าตลอด 3 ปีนี้ คุณจะถูกคิดดอกเบี้ยที่ 3% เสมอ ค่างวดที่ต้องจ่ายแต่ละเดือนก็จะนิ่ง สามารถวางแผนการเงินได้ง่าย

2. ดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate)

คืออัตราดอกเบี้ยที่ เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา โดยจะอ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของธนาคาร (เช่น MRR, MLR, MOR) บวกลบด้วยส่วนต่างที่ธนาคารกำหนด (Spread)

ตัวอย่าง: ธนาคารเสนอดอกเบี้ย MRR - 1.5% ถ้าปัจจุบันธนาคารประกาศ MRR ที่ 7.0% ดอกเบี้ยที่คุณโดนคิดคือ 7.0 - 1.5 = 5.5% แต่ถ้าปีหน้าธนาคารปรับ MRR ขึ้นเป็น 7.5% ดอกเบี้ยของคุณก็จะเด้งขึ้นเป็น 6.0% ทันที

เปรียบเทียบข้อดี - ข้อเสีย

ประเภทดอกเบี้ยข้อดี (Pros)ข้อเสีย (Cons)
คงที่ (Fixed)
  • รู้ยอดจ่ายที่แน่นอน วางแผนการเงินง่าย
  • ไม่ต้องกังวลความเสี่ยงในช่วง "ดอกเบี้ยขาขึ้น"
  • มักจะกำหนดตัวเลขเริ่มต้นมาสูงกว่าแบบลอยตัว (ในจังหวะเศรษฐกิจปกติ)
  • เสียเปรียบในช่วง "ดอกเบี้ยขาลง" เพราะเราต้องจ่ายแพงเท่าเดิม
ลอยตัว (Floating)
  • มักจะได้เรทตัวเลขที่ต่ำกว่าแบบคงที่ในช่วงแรก
  • ได้ประโยชน์ทันทีเมื่อธนาคารประกาศลดดอกเบี้ย (ดอกเบี้ยขาลง)
  • มีความเสี่ยงสูงในช่วง "ดอกเบี้ยขาขึ้น" ค่างวดอาจไม่พอตัดเงินต้น
  • คาดเดายอดค่าใช้จ่ายที่แน่นอนในอนาคตได้ยาก

ตารางเปรียบเทียบ Timeline: คงที่ vs ลอยตัว (ในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น)

สมมติฐาน: กู้ซื้อบ้าน 3,000,000 บาท ระยะเวลาผ่อน 30 ปี
แบบคงที่ (Fixed): ธนาคารให้โปรโมชันคงที่ 3.00% ตลอด 3 ปีแรก
แบบลอยตัว (Floating): ธนาคารให้ดอกเบี้ย MRR-3.5% (ปีแรก MRR=6.0% ดอกเบี้ยจริงจึงเป็น 2.50%) แต่ปรากฏว่าปีถัดๆ ไป MRR ของตลาดปรับตัวสูงขึ้น

ช่วงเวลา ดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) ดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate)
อัตราดอกเบี้ย ค่างวด (บาท/เดือน) อัตราดอกเบี้ย ค่างวด (บาท/เดือน)
ปีที่ 1 (เดือน 1-12) 3.00% 12,650 2.50% 11,850
ปีที่ 2 (เดือน 13-24) 3.00% 12,650 3.50% (MRR ขึ้นเป็น 7.0%) 13,400
ปีที่ 3 (เดือน 25-36) 3.00% 12,650 4.50% (MRR ขึ้นเป็น 8.0%) 15,100
จากตารางจะเห็นได้ว่า: ในปีแรก คนที่เลือก "ลอยตัว" จะยิ้มได้เพราะค่างวดถูกกว่า (11,850 บาท) แต่เมื่อเข้าสู่ปีที่ 2 และ 3 ที่ตลาดเป็น ภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น ภาระค่างวดของลอยตัวจะเด้งขึ้นไปถึง 15,100 บาท ในขณะที่คนที่เลือก "คงที่" จะยังคงจ่ายชิลๆ ที่ 12,650 บาทเท่าเดิมตลอด 3 ปีแรก

ค่าใช้จ่ายและเงื่อนไขแฝงที่ต้องระวัง

นอกจากตัวเลขดอกเบี้ยแล้ว ยังมีเงื่อนไขอื่นๆ ที่มักจะมาคู่กับการเลือกประเภทดอกเบี้ย:

  1. ค่าธรรมเนียมการปิดยอดก่อนกำหนด (Prepayment Penalty): สินเชื่อที่ให้ดอกเบี้ยคงที่ถูกๆ ในช่วงแรก มักจะมีเงื่อนไขห้ามรีไฟแนนซ์ (Refinance) หรือห้ามโปะปิดยอดทั้งหมดภายใน 3 ปีแรก หากฝ่าฝืนอาจโดนค่าปรับ 2-3% ของยอดหนี้คงเหลือ
  2. ค่างวดอาจปรับขึ้นได้ (สำหรับลอยตัว): ในกรณีที่คุณใช้ดอกเบี้ยลอยตัว แล้วดอกเบี้ยตลาดปรับสูงขึ้นมากๆ จนค่างวดที่คุณจ่ายแต่ละเดือนไม่พอไปตัด "เงินต้น" เลย ธนาคารอาจจะขอเรียกเก็บค่างวดต่อเดือนเพิ่มขึ้นได้

เลือกแบบไหนดี? (เทคนิคอิงตามสภาวะเศรษฐกิจ)

เคล็ดลับในการเลือกคือการ "อ่านเทรนด์ดอกเบี้ยตลาดให้ขาด" ว่าแนวโน้มในช่วง 1-3 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร (ดูได้จากทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท.)

สถานการณ์ที่ 1: ช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น (Upward Trend)

หากมีข่าวว่าเงินเฟ้อสูง และธนาคารกลางมีแนวโน้มจะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเรื่อยๆ
👉 คำแนะนำ: เลือก "ดอกเบี้ยคงที่ (Fixed)"
เพื่อล็อคต้นทุนของเราไว้ไม่ให้แพงขึ้นตามตลาด ในขณะที่คนอื่นโดนลอยตัวไปจ่ายแพงขึ้น เรายังจ่ายเท่าเดิม

สถานการณ์ที่ 2: ช่วงดอกเบี้ยขาลง (Downward Trend)

หากเศรษฐกิจซบเซา และธนาคารกลางส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
👉 คำแนะนำ: เลือก "ดอกเบี้ยลอยตัว (Floating)"
เพราะเมื่อธนาคารลด MRR ดอกเบี้ยที่เราต้องจ่ายก็จะลดลงตามไปโดยอัตโนมัติ ทำให้เราจ่ายถูกลงเรื่อยๆ

สถานการณ์ที่ 3: ไม่แน่ใจ / ต้องการความสบายใจ

👉 คำแนะนำ: เลือกแบบ "ผสม (Mixed)"
สินเชื่อบ้านส่วนใหญ่มักจะใช้สูตรผสม คือ ปีที่ 1 คงที่ 2.5%, ปีที่ 2 ลอยตัว MRR - 2.0% เป็นต้น แบบนี้จะช่วยบาลานซ์ความเสี่ยงได้ดีที่สุด หรือพยายามเลือกธนาคารที่ให้ยอดดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรกต่ำที่สุด ไม่ว่าจะเป็นคงที่หรือลอยตัวก็ตาม

สรุป

ไม่มีดอกเบี้ยแบบไหนที่ดีที่สุดในทุกสถานการณ์ การเลือกดอกเบี้ยที่ดีคือการเลือกให้ สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเป้าหมายการเงินของคุณ หากคุณมีแผนจะโปะบ้านให้หมดไวๆ อาจจะเลือกแบบลอยตัวที่ดอกเบี้ยเริ่มต้นต่ำสุด แต่ถ้าคุณชอบความชัวร์และไม่อยากลุ้นเหนื่อย การล็อคดอกเบี้ยคงที่ไว้ในช่วงที่ดอกเบี้ยตลาดเริ่มขยับขึ้นก็เป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดครับ

บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษาเบื้องต้นและเป็นแนวทางทั่วไป กฎเกณฑ์และอัตราต่างๆ อาจเปลี่ยนแปลงตามเวลา ควรตรวจสอบกับสถาบันการเงินหรือผู้เชี่ยวชาญโดยตรงก่อนตัดสินใจ