สินเชื่อบ้าน

สินเชื่อบ้าน - เปรียบเทียบดอกเบี้ย MRR Flat Rate Effective Rate พร้อมตัวอย่างคำนวณค่างวด

ทีมงาน MoneyTool 4u
อัปเดตเมื่อ: 2026-03-10

เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน 3 แบบ คือ MRR (อัตราลอยตัว) Flat Rate (อัตราคงที่) และ Effective Rate (อัตราที่แท้จริง) พร้อมสูตรคำนวณค่างวด ตัวอย่างเปรียบเทียบข้ามธนาคาร และเทคนิค refinance ลดดอกเบี้ย

ดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านมีกี่แบบ

เวลาธนาคารเสนอสินเชื่อบ้าน จะเห็นอัตราดอกเบี้ยหลายตัวเลขในแผ่นเดียว เช่น "ปีที่ 1-3 คงที่ 2.99% หลังจากนั้น MRR-1.25%" ตัวเลขเหล่านี้อ้างอิงจากระบบอัตราฐานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้สถาบันการเงินต้องประกาศต่อสาธารณะ

อัตราดอกเบี้ยอ้างอิง 3 ประเภท

อัตราอ้างอิงชื่อเต็มใช้กับใครสินเชื่อที่เกี่ยวข้อง
MRRMinimum Retail Rateลูกค้ารายย่อยทั่วไปสินเชื่อบ้าน สินเชื่อส่วนบุคคล
MLRMinimum Loan Rateลูกค้าชั้นดี / ธุรกิจสินเชื่อธุรกิจระยะยาว
MORMinimum Overdraft Rateบัญชีเบิกเกินบัญชีสินเชื่อ OD, Home Equity

สินเชื่อบ้านของคนทั่วไปส่วนใหญ่จะอ้างอิง MRR

MRR ของแต่ละธนาคารไม่เท่ากัน

MRR ไม่ใช่อัตราเดียวกันทุกธนาคาร แต่ละแห่งกำหนดเอง เช่น ธนาคาร A อาจมี MRR ที่ 6.65% ขณะที่ธนาคาร B อาจอยู่ที่ 6.90% ดังนั้นเวลาเปรียบเทียบสินเชื่อบ้าน ต้องดู "อัตราดอกเบี้ยที่จ่ายจริง" ไม่ใช่แค่ตัวเลขส่วนลด

ดอกเบี้ยคงที่ vs ดอกเบี้ยลอยตัว

ดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate)

ธนาคารกำหนดอัตราตายตัวไว้ช่วงหนึ่ง เช่น "คงที่ 3.25% ในปีที่ 1-3" หมายความว่าไม่ว่าดอกเบี้ยนโยบายจะขึ้นหรือลง ค่างวดในช่วงนี้ไม่เปลี่ยน ข้อดีคือวางแผนค่าใช้จ่ายได้แม่นยำ

ดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate)

อ้างอิง MRR บวกหรือลบส่วนต่าง เช่น "MRR-1.50%" ถ้า MRR ปัจจุบันอยู่ที่ 6.65% อัตราที่จ่ายจริงคือ 6.65-1.50 = 5.15% เมื่อ MRR เปลี่ยน ค่างวดก็ปรับตาม

โครงสร้างที่พบบ่อย

สินเชื่อบ้านในไทยมักผสมทั้ง 2 แบบ คือคงที่ช่วงแรก แล้วลอยตัวหลังจากนั้น

ช่วงเวลาอัตราดอกเบี้ยลักษณะ
ปีที่ 1-3คงที่ 2.99%Fixed - ค่างวดคงที่
ปีที่ 4 เป็นต้นไปMRR-1.25%Floating - ค่างวดปรับตาม MRR

Flat Rate vs Effective Rate - ต่างกันอย่างไร

นอกจากอัตราอ้างอิงของธนาคารแล้ว ยังมีคำว่า Flat Rate กับ Effective Rate ที่ทำให้หลายคนสับสน ความแตกต่างสำคัญมาก

Flat Rate (อัตราคงที่แบบเฉลี่ย)

คิดดอกเบี้ยจากเงินต้นทั้งก้อนตลอดอายุสัญญา ไม่สนว่าเงินต้นลดลงไปเท่าไร

สูตร: ดอกเบี้ยรวม = เงินต้น x อัตรา Flat x จำนวนปี

ค่างวดรายเดือน = (เงินต้น + ดอกเบี้ยรวม) / จำนวนเดือน

Effective Rate คืออะไร

Effective Rate หรืออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (แบบลดต้นลดดอก) คือวิธีคิดดอกเบี้ยจาก "ยอดหนี้คงเหลือ" ในแต่ละเดือน หมายความว่ายิ่งเราจ่ายเงินต้นไปมากเท่าไร ดอกเบี้ยในเดือนถัดไปก็จะยิ่งลดลงเท่านั้น สินเชื่อบ้านเกือบทั้งหมดในประเทศไทยใช้วิธีคิดดอกเบี้ยแบบนี้ (ลดต้นลดดอกเบี้ย)

Effective Rate มักสูงกว่า Flat Rate ประมาณ 1.6-2 เท่า สินเชื่อบ้านใช้ระบบ Effective Rate

ทำไมต้องแยก: สินเชื่อรถยนต์ในไทยมักโฆษณาเป็น Flat Rate เช่น "ดอกเบี้ย 3.5%" แต่ Effective Rate จริงอาจสูงถึง 6.5-7% ส่วนสินเชื่อบ้านใช้ Effective Rate ตรง ๆ ตั้งแต่แรก ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้สถาบันการเงินต้องเปิดเผย Effective Rate ให้ผู้กู้ทราบก่อนทำสัญญา

สูตรคำนวณค่างวดสินเชื่อบ้าน

สินเชื่อบ้านคำนวณค่างวดแบบ Effective Rate (ผ่อนเท่ากันทุกเดือน หรือ PMT)

ค่างวดรายเดือน = เงินกู้ x อัตราดอกเบี้ยต่อเดือน x (1 + อัตราดอกเบี้ยต่อเดือน) ยกกำลังจำนวนเดือน / ((1 + อัตราดอกเบี้ยต่อเดือน) ยกกำลังจำนวนเดือน - 1)

ตัวอย่าง: กู้ 3,000,000 บาท ดอกเบี้ย 5% ต่อปี ผ่อน 30 ปี (360 งวด)

  • อัตราดอกเบี้ยต่อเดือน = 5% / 12 = 0.4167%
  • ค่างวดรายเดือน = ประมาณ 16,105 บาท
  • ดอกเบี้ยรวมตลอดสัญญา = ประมาณ 2,797,800 บาท
  • รวมจ่ายทั้งหมด = ประมาณ 5,797,800 บาท

เปรียบเทียบข้อเสนอจาก 3 ธนาคาร - ตัวอย่างจริง

กู้ 3,000,000 บาท ผ่อน 30 ปี เปรียบเทียบ 3 ธนาคาร

รายการธนาคาร Aธนาคาร Bธนาคาร C
MRR ปัจจุบัน6.65%6.90%6.50%
ปีที่ 1-3คงที่ 2.99%คงที่ 2.75%คงที่ 3.25%
ปีที่ 4 เป็นต้นไปMRR-1.25% = 5.40%MRR-1.00% = 5.90%MRR-1.50% = 5.00%
ค่างวดปีที่ 1-3 (ประมาณ)12,640 บาท12,240 บาท13,070 บาท
ค่างวดปีที่ 4+ (ประมาณ)16,580 บาท17,430 บาท15,850 บาท
ดอกเบี้ยรวมตลอดสัญญา (ประมาณ)2,880,000 บาท3,180,000 บาท2,640,000 บาท
ข้อสังเกต: ธนาคาร B ให้ดอกเบี้ยคงที่ต่ำสุดในช่วงแรก แต่ดอกเบี้ยหลังปีที่ 3 สูงที่สุดเพราะ MRR สูงและส่วนลดน้อย ดอกเบี้ยรวมตลอดสัญญาจึงแพงที่สุด ต้องดูดอกเบี้ยเฉลี่ยตลอดอายุสินเชื่อ ไม่ใช่แค่ช่วงโปรโมชัน

วิธีเปรียบเทียบสินเชื่อบ้านต่างธนาคาร

  1. ดู MRR ปัจจุบันของแต่ละธนาคาร ไม่ใช่แค่ส่วนลด
  2. คำนวณอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยตลอดอายุสินเชื่อ ไม่ใช่แค่ 3 ปีแรก
  3. เปรียบเทียบดอกเบี้ยรวมทั้งก้อน (Total Interest Cost)
  4. ตรวจสอบค่าธรรมเนียมอื่น เช่น ค่าประเมิน ค่าประกัน ค่าจดจำนอง
  5. ดูเงื่อนไขการปิดหนี้ก่อนกำหนด (Prepayment Penalty)

Refinance คืออะไร ทำเมื่อไรคุ้ม

Refinance คือการย้ายหนี้บ้านไปธนาคารใหม่ที่ให้ดอกเบี้ยต่ำกว่า หรือ Re-finance กับธนาคารเดิม (Retention) เพื่อขอดอกเบี้ยใหม่

ทำ Refinance คุ้มเมื่อไร

  • พ้นช่วงโปรโมชันดอกเบี้ยคงที่แล้ว (ปกติ 3 ปี)
  • อัตราดอกเบี้ยใหม่ต่ำกว่าเดิมอย่างน้อย 0.50-1.00%
  • เงินต้นคงเหลือยังเหลือมากพอให้ส่วนต่างดอกเบี้ยคุ้มค่าธรรมเนียม
  • ไม่มี Prepayment Penalty หรือถ้ามีก็คุ้มเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยที่ประหยัดได้

ค่าใช้จ่ายในการ Refinance

รายการค่าใช้จ่ายโดยประมาณ
ค่าจดจำนอง1% ของยอดจำนอง (บางช่วงรัฐลดเหลือ 0.01%)
ค่าประเมินราคา2,000 - 5,000 บาท
ค่าอากรแสตมป์0.05% ของยอดกู้
ค่าประกันอัคคีภัยตามวงเงินและระยะเวลา
ค่าปรับปิดหนี้ก่อนกำหนด (ถ้ามี)0 - 3% ของยอดคงเหลือ

ตัวอย่าง Refinance คุ้มหรือไม่

เงินกู้คงเหลือ 2,500,000 บาท อัตราเดิม MRR-0.75% = 5.90% อัตราใหม่ MRR-1.50% = 5.15%

ส่วนต่างดอกเบี้ย 0.75% ต่อปี คิดเป็นเงิน = 2,500,000 x 0.75% = 18,750 บาท/ปี

ค่าใช้จ่าย Refinance ประมาณ 30,000 บาท

คืนทุนใน 30,000 / 18,750 = ประมาณ 1.6 ปี หลังจากนั้นประหยัดได้เรื่อย ๆ ดังนั้นคุ้ม

ดูอัตรา MRR ปัจจุบันได้ที่ไหน

  • เว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย (bot.or.th) รวบรวมอัตราอ้างอิงของทุกสถาบันการเงิน
  • เว็บไซต์ของแต่ละธนาคาร ในหน้าประกาศอัตราดอกเบี้ย
  • ถามเจ้าหน้าที่สินเชื่อโดยตรงเมื่อยื่นกู้

สรุป

สินเชื่อบ้านเป็นหนี้ก้อนใหญ่และผ่อนนาน ส่วนต่างดอกเบี้ยแม้เพียง 0.5% ต่อปี เมื่อคูณกับเงินต้นหลายล้านบาทและระยะเวลา 20-30 ปี จะรวมเป็นเงินหลายแสนบาท การเข้าใจความแตกต่างระหว่าง MRR, Flat Rate, Effective Rate และการเปรียบเทียบข้อเสนอจากหลายธนาคาร จะช่วยให้คุณประหยัดเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ

บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษาเบื้องต้นและเป็นแนวทางทั่วไป กฎเกณฑ์และอัตราต่างๆ อาจเปลี่ยนแปลงตามเวลา ควรตรวจสอบกับสถาบันการเงินหรือผู้เชี่ยวชาญโดยตรงก่อนตัดสินใจ